All posts by lovethailand.org

About lovethailand.org

https://www.lovethailand.org : Attractions in Thailand : Thailand has over the years. Find information on festivals around the country 77 provinces.

อาหารภาคเหนือ อาหารพื้นบ้าน

อาหารภาคเหนือ อาหารพื้นบ้าน นับเป็นอาหารยอดนิยม เมนูเด็ดหลายเมนูที่มาจากภาคเหนือ ท่านกลางหุบเขาที่มีอากาศเย็นสบาย เสริฟด้วยเครื่องจิ้มประเภทต่าง ๆ มากมาย รสฉุน รับประทานกับข้าวเหนียวอุ่น ๆ อาหารภาคเหนือได้รับอิทธิพลมาจากอาณาจักรล้านนา และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนเคยได้รับการยกย่อง และขนานนามว่า ล้านนาข้าว ข้อแตกต่างระหว่างอาหารเหนือ และอาหารอีสาน คือ รสชาติอาหารภาคเหนือ จะไม่ร้อนแรง เหมือนกับคนอีสาน มีรสอ่อนกว่า รสเค็ม และเปรี้ยว แต่ไม่ค่อยหวาน อาหารที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ข้าวซอย, แกงฮังเล และไส้อั่ว

พืชพันธุ์ที่นิยมนำมาปรุงอาหาร ได้แก่ ผักแค, บอน, หยวกกล้วย และผักหวาน อาหารภาคเหนือนั้นมีความพิเศษตรงที่มีการผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมการกินจากหลายกลุ่มชน เช่น จีนฮ่อ, ไทลื้อ, ไทยใหญ่ และคนพื้นเมืองต่าง ๆ การปรุงอาหารก็มีหลายหลายวิธี เช่น การแกง, การส้า, การจอ, การเจียว, การปิ้น, การปิ๊ป, การหลู้, การต่ำ ซึ่งอาหารภาคเหนือนั้นมักทำให้สุกมาก ๆ เช่น ผัดผักก็มักจะผัดจนผักนุ่ม โดยขันโตก ภาคเหนือนั้นเป็นตำรับอาหารที่ทรงเสน่ห์ มีเอกลักษณ์ รสชาติอร่อย ประกอบกับผักพื้นบ้าน ซึ่งโดยปกติจะประกอบไปด้วย แกงแค, แกงฮังเล, แกงโฮะ, ขนมจีนน้ำเงี้ยว และข้าวซอย เป็นต้น

อาหารภาคเหนือ เนื่องจากสภาพอากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็นอาหารเหนือส่วนใหญ่นั้นจึงมีไขมันมาก เช่น แกงฮังเล, น้ำพริกอ่อง และไส้อั่ว อาหารเหนือเหล่านี้ถูกคิดค้นโดยภูมิปัญญาของชาวเหนือ เพื่อช่วยให้ร่างกายมีความอบอุ่นทนต่อสภาพภูมิกาศหนาวเย็นได้

ประเพณีภาคเหนือ และวัฒนธรรมภาคเหนือ เกิดจากการผสมผสานการดำเนินชีวิต และศาสนา มีความเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไปตามฤดูกาล มีการจัดงานประเพณีทุกเดือน เช่น ประเพณีสงกานต์, วันเนา, วันญาวัน, แห่นางแมว, ประเพณีปอยน้อย, ประเพณีบวชลูกแก้ว, ประพณีปอยหลวง, ประเพณียี่เป็ง, ประเพณีลอยโคม, ประเพณีตานตุง และประเพณีกรวยสลาก เป็นต้น

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน)

lovethailand.org

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน พื้นที่โดยส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ราบสูง จะมีภูเขาอยู่ทั่วไป เป็นแหล่งเกษตรกรรมผลิตข้าวหอมมะลิส่งขายไปทั่วโลก โดยแม่น้ำสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ แม่น้ำโขง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่มีประชากรมากคิดเป็นร้อยละ 33.33 ของประเทศไทย หรือประมาณ 21.59 ล้านคน จากผลสำรวจประเทศเมื่อปี 2559

ภาคตะวันเออกเฉียงเหนือ ประกอบไปด้วย 20 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดนครพนม จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดยโสธร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดเลย จังหวัดสกลนคร จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดหนองคาย จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี จังหวัดอุบลราชธานี และอำนาจเจริญ ซึ่งมีอาณาเขตทิศเหนือ และทิศตะวันออก ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งทิศใต้จะติดกับประเทศกัมพูชา และภาคตะวันออก ทิศตะวันตกจะติดกับภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยรวมจะมีพื้นที่ประมาณ 105 ล้านไร่ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นที่ราบสูง ทำให้มีความลาดเอียงไปทางทิศตะวันออก ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกระทะ โดยภาคอีสานจะแบ่งได้ 2 เขตใหญ่ ได้แก่ แอ่งที่ราบโคราช และแอ่งสกลนคร

แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีมากมาย เช่น แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ, วัฒนธรรม, ประเพณี, โบราณคดี ฯลฯ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญเช่น อุทยานแห่งชาติภูกระดึง, อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย, อุทยานแห่งชาติภูเรือ, สวนหินผางาม, อุทยานภูเก้า-ภูพานคำ, ทิวทัศน์ลำน้ำโขง, เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูวัว, ภูฝอยลม ฯลฯ เป็นต้น

ด้านการท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีนักท่องเที่ยวประมาณ 3 ล้านคนต่อปี มีรายได้ปีละ 6 พันล้านบาท มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้ม เช่น ทรัพยากรป่าไม้ มีพื้นที่ทั้งหมด 21 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ป่า 4 ล้านไร่ นอกจากนี้อุตสาหกรรมแร่ ยังสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมาก เช่น แร่แบไรต์, แร่โปรแตส, แร่หินปู และแร่ตะกั่ว เป็นต้น

เส้นทางคมนาคมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน มีทั้งการคมนาคมทางอากาศ, การคมนาคมทางรถไฟ, การคมนาคมทางบก โดยเชื่อมโยงกับภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย นักท่องเที่ยวสามารถโดยสารเครื่องบินจากสนามบินสุวรรณภูมิบินข้ามไปได้หลายจังหวัด

มหาลัยในชลบุรี

มหาลัยในชลบุรี สถานศึกษาที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ในด้านวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงหลากหลายสาขาวิชา เพื่อให้ประกาศนียบัตร อนุปริญญา หรือปริญญา แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในหลายระดับรวมถึง ปริญญาตรี ปริญญาโท และ ปริญญาเอก รวมทั้งการทำการวิจัยและให้บริการทางวิชาการแก่สังคม

มหาวิทยาลัยในชลบุรี มี 7 มหาวิทยาลัย
รายชื่อมหาวิทยาลัยในชลบุรี

มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตชลบุรี มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตชลบุรี
(จ.ชลบุรี อ.เมืองชลบุรี)
มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเซีย
 มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเซีย
(จ.ชลบุรี อ.บางละมุง)
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา
 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา
(จ.ชลบุรี อ.ศรีราชา)

มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี
 มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี
(จ.ชลบุรี อ.เมืองชลบุรี)
มหาวิทยาลัยเอเชียน ชลบุรี
 มหาวิทยาลัยเอเชียน ชลบุรี
(จ.ชลบุรี อ.บางละมุง)

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา
 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา
(จ.ชลบุรี อ.บางละมุง)

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ
 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ
(จ.ชลบุรี อ.ศรีราชา)

กิจกรรม ฮอทต้า ฟิวชั่น ได้มากกว่าที่คิด

ซื้อ ฮอทต้า ฟิวชั่น สไตล์ใหม่ ได้มากกว่าที่คิด ที่เซเว่นอีเลฟเว่นเท่านั้น!!!

แจกไอโฟน 12 และทองคำทุกสัปดาห์ ตลอดเดือนธันวาคมนี้ รวมมูลค่ากว่า 260,000 บาท

ร่วมกิจกรรม: คลิกเลย!!

กติกาง่ายๆเพียง

– ซื้อ ฮอทต้า ฟิวชั่น รสชาติใดก็ได้ที่ 7-11 ทั่วประเทศ
– ถ่ายรูปสินค้า คู่กับ ใบเสร็จที่ระบุ สาขา วันเวลา และชื่อสินค้าชัดเจน
– โพสต์รูปใต้คอมเมนต์ในกิจกรรม “ซื้อ ฮอทต้า ฟิวชั่น สไตล์ใหม่ ได้มากกว่าที่คิด ที่เซเว่นอีเลฟเว่น พร้อมให้เหตุผลว่า “ซื้อรสชาติไหน เพราะอะไร”
– พิมพ์ Hashtag #HOTTAFusion #ซื้อฮอทต้าฟิวชั่นสไตล์ใหม่ได้มากกว่าที่คิด

โพสต์ที่ทำถูกต้องตามกติกา และให้เหตุผลโดนใจคณะกรรมการมากที่สุด รับรางวัลไอโฟน 12 (128 GB) และทองคำทุกสัปดาห์ จาก ”ฮอทต้า ฟิวชั่น

– ระยะเวลาร่วมกิจกรรม 25 พ.ย.63 – 31 ธ.ค. 63 ที่เฟสบุ๊ค HOTTA FusionThailand
– ของรางวัล : iPhone 12 (128GB) มูลค่า 31,900 บาท จำนวน 4 รางวัล และ ทองคำหนัก 1 สลึง จำนวน 20 รางวัล

การตัดสินและการประกาศผลรางวัล

ครั้งที่ 1

ใบเสร็จที่ใช้ร่วมกิจกรรมระบุวันที่ 25 พ.ย.63 – 3 ธ.ค. 63 (สิ้นสุดเวลา 24.00 น. ของวันที่ 3 ธันวาคม 2563)

คณะกรรมการพิจารณาตัดสินรางวัลในวันที่ 4 ธ.ค. 63 และประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลครั้งที่ 1 วันที่ 5 ธ.ค.63

รางวัลแบ่งเป็น iPhone 12 (128GB) จำนวน 1 รางวัล และ ทองคำหนัก 1 สลึง จำนวน 5 รางวัล

ครั้งที่ 2

ใบเสร็จที่ใช้ร่วมกิจกรรมระบุวันที่ 4 ธ.ค.63 – 10 ธ.ค. 63 (สิ้นสุดเวลา 24.00 น. ของวันที่ 10 ธันวาคม 2563)

คณะกรรมการพิจารณาตัดสินรางวัลในวันที่ 11 ธ.ค. 63 และประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลครั้งที่ 2 วันที่ 12 ธ.ค.63

รางวัลแบ่งเป็น iPhone 12 (128GB) จำนวน 1 รางวัล และ ทองคำหนัก 1 สลึง จำนวน 5 รางวัล

ครั้งที่ 3

ใบเสร็จที่ใช้ร่วมกิจกรรมระบุวันที่ 11 ธ.ค.63 – 17 ธ.ค. 63 (สิ้นสุดเวลา 24.00 น. ของวันที่ 17 ธันวาคม 2563)

คณะกรรมการพิจารณาตัดสินรางวัลในวันที่ 18 ธ.ค. 63 และประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลครั้งที่ 3 วันที่ 19 ธ.ค.63

รางวัลแบ่งเป็น iPhone 12 (128GB) จำนวน 1 รางวัล และ ทองคำหนัก 1 สลึง จำนวน 5 รางวัล

ครั้งที่ 4

ใบเสร็จที่ใช้ร่วมกิจกรรมระบุวันที่ 18 ธ.ค.63 – 31 ธ.ค. 63 (สิ้นสุดเวลา 24.00 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม 2563)

คณะกรรมการพิจารณาตัดสินรางวัลในวันที่ 4 ม.ค. 64 และประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลครั้งที่ 4 วันที่ 5 ม.ค.64

รางวัลแบ่งเป็น iPhone 12 (128GB) จำนวน 1 รางวัล และ ทองคำหนัก 1 สลึง จำนวน 5 รางวัล

ประกาศรายชื่อผู้โชคดีผ่านทางเฟสบุ๊ค HOTTA Fusion Thailand

เงื่อนไขกิจกรรม

  1. ผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับของรางวัล ต้องทำตามเงื่อนไขของกิจกรรมครบถ้วน และภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น
  2. ผู้ที่ได้รับรางวัลจะต้องดำเนินการยืนยันสิทธิ์ โดยการรายงานตัวผ่านช่องทาง inbox ภายในเวลา ไม่เกิน 24.00น.ของวันถัดไปหลังจากประกาศผลในแต่ละรอบ

ประกาศผลครั้งที่ 1 : รายงานตัวภายในเวลาไม่เกิน 24.00 น. ของวันที่ 6 ธ.ค.63
ประกาศผลครั้งที่ 2 : รายงานตัวภายในเวลาไม่เกิน 24.00 น. ของวันที่ 13 ธ.ค.63
ประกาศผลครั้งที่ 3 : รายงานตัวภายในเวลาไม่เกิน 24.00 น. ของวันที่ 20 ธ.ค.63
ประกาศผลครั้งที่ 4 : รายงานตัวภายในเวลาไม่เกิน 24.00 น. ของวันที่ 6 ม.ค.64

  1. หากไม่มีการยืนยันสิทธิ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าสละสิทธิ์ และบริษัทจะเก็บรางวัลนั้นไว้เพื่อคัดเลือกผู้โชคดีทดแทนในรอบสุดท้ายของกิจกรรม
  2. ของรางวัลไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้
  3. ผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลมีมูลค่าเกิน 1,000 บาท จะต้องชำระภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% ของมูลค่าของรางวัล
  4. บริษัทฯ จะทำการมอบของรางวัล ที่สำนักงานใหญ่ บริษัท นิวคอนเซพท์ โปรดัคท์ จำกัด (ลาดพร้าว107) ในวันที่ 8, 15, 22 ธ.ค. 63 และ 8 ม.ค. 64
  5. ผู้โชคดีต้องมารับของรางวัลด้วยตนเองพร้อมแสดงบัตรประชาชน หากผู้ได้รับรางวัลไม่สามารถมารับด้วยตนเองต้องมีเอกสารมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจมาให้ครบถ้วน
  6. เงื่อนไขในการส่งเสริมการขายเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนดไว้เท่านั้น
  7. บริษัท นิวคอนเซพท์ โปรดัคท์ จำกัด มิได้มีส่วนร่วมในการผลิต หรือจัดจำหน่ายของรางวัล หากในกรณีที่ของรางวัลมีข้อบกพร่อง ชำรุด เสียหาย กรุณาติดต่อผู้จัดจำหน่ายของรางวัลโดยตรง
  8. ผู้ได้รับรางวัลยินยอมให้มีการถ่ายทำเพื่อประชาสัมพันธ์แคมเปญในสื่อต่างๆ โดยภาพถ่ายของผู้ที่ได้รับรางวัลถือเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯ และสามารถนำไปใช้เผยแพร่ เพื่อการประชาสัมพันธ์รายการของบริษัทฯได้ โดยผู้ได้รับรางวัลจะไม่เรียกร้องค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น
  9. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์พนักงานและครอบครัวของบริษัท นิวคอนเซพท์ โปรดัคท์ จำกัด และบริษัท ประกิต แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมรายการ
  10. ผู้ร่วมรายการถือว่ายอมรับกฎ กติกา และข้อกำหนดสำหรับการเข้าร่วมรายการนี้เรียบร้อยแล้ว
  11. การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด
  12. ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข วิธีการและของรางวัลโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

แกงโฮะ อาหารเหนือ

แกงโฮะ เมนูอาหารภาคเหนือยอดนิยม กับจุดกำเนิดซึ่งมาจากแกงเหลือ และกรรมวิธีลด Food Waste อันชาญฉลาดของคนล้านนา ต้องมีเครื่องปรุงแกงฮังเลเพิ่มเพื่อความเข้มข้นของรสชาติ แต่ โฮะ ในความหมายของแกงโฮะวัดมีมิติที่ซับซ้อนมากกว่านั้น

แกงฮังเล หรือแกงฮินเล อาหารเหนือ เป็นอาหารไทยประเภทแกงรสชาติเค็ม-เปรี้ยว แกงฮังเลมีต้นกำเนิดจากประเทศพม่า โดยคำว่า ฮี่น ในภาษาพม่าแปลว่า แกง และ เล่ ในภาษาพม่าแปลว่า เนื้อสัตว์ แกงฮังเลได้รับความนิยมจากชาวไทยภาคเหนือและแคว้นสิบสองปันนา ประเทศจีน

วิธีปรุงแกงฮังเลมีสองแบบคือแบบพม่าและแบบเชียงแสน โดยแบบพม่าได้รับความนิยมมากกว่า แกงฮังเลพม่ารสชาติออกเปรี้ยวเค็ม น้ำขลุกขลิก ใส่ขิง น้ำมะขามเปียก กระเทียมดอง ถั่วลิสง น้ำตาลอ้อย ส่วนแกงฮังเลเชียงแสนเพิ่มถั่วฝักยาว พริก หน่อไม้ดอง งาคั่ว ส่วนประกอบสำคัญจะต้องมีผงแกงฮังเลหรือผงมัสล่าซึ่งเป็นผงเครื่องเทศแบบผสมแบบเดียวกับการัม มาซาลาของอินเดีย น้ำพริกแกงประกอบด้วยพริกแห้ง เกลือ ข่าแก่ ตะไคร้ กระเทียม หอมแดง แกงฮังเลแบบไทใหญ่ น้ำขลุกขลิกและกินกับมะม่วงสะนาบซึ่งเป็นมะม่วงสับ ยำกับกะปิคั่ว กุ้งแห้งป่น และกระเทียมเจียว

ส่วนผสมแกงโฮะ
1. แกงฮังเล 300 กรัม
2. หมูพะโล้ 200 กรัม
3. หน่อโอ่ 200 กรัม (ถ้าใช้หน่อไม้ดองต้องต้มน้ำทิ้งก่อน)
4. ตะไคร้ซอย 2 ช้อน
5. ถั่วฝักยาวหั่น
6 มะเขือม่วงหั่น
7. วุ้นเส้น 80 กรัม (แช่น้ำให้นิ่ม)
8. น้ำมันหมู
9. กระเทียม
10. พริกแกงเผ็ด 1 ช้อน
11. ซีอิ๊วขาว
12. มะเขือพวง
13. ใบมะกรูดฉีก
14. ลูกโดด
15. ใบชะพลู
16. ยอดตำลึง
17. ชะอม
18. แคบหมู

วิธีทำ
1. ตั้งกระทะให้พอร้อนใส่น้ำมันหมู และกระเทียม เจียวให้เหลืองกรอบ จากนั้นตักออกพอให้เหลือติดกระทะนิดหน่อย แล้วใส่พริกแกงเผ็ด จากนั้นผัดให้หอม 

2. ใส่แกงฮังเล และใส่หมูพะโล้ที่เตรียมมาลงไป ผัดให้เดือด แล้วใส่หน่องโอ่, มะเขือม่วง และถั่วฝักยาว ผัดต่อให้เข้ากัน จากนั้นปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ใส่ตะไคร้ซอย แล้วผัดให้เข้ากันอีกครั้ง

3. นำวุ้นเส้นที่เตรียมมาใส่ลงไปในกระทะ ใส่มะเขือพวงตามมา จากนั้นใส่ใบมะกรูดฉีก และลูกโดด โดยคั่วต่อให้แห้งขึ้น จากนั้นใส่ใบชะพลูลงไป โรยยอดตำลึง และชะอมตามลงไป แล้วคั่วให้เข้ากันอีกครั้ง

4. จัดจาน และโรยใบมะกรูดซอย และกระเทียมเจียวที่เหลือบนแกงโฮะ จากนั้นโรยพริกตามชอบ และทานคู่กับแคบหมู

ทุ่งกุลาร้องไห้

ทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นทุ่งกว้างใหญ่ของภาคอีสาน มีอาณาเขตครอบคลุมถึง 5 จังหวัด คือ ในแนวทิศเหนือนั้นครอบคลุมอำเภอปทุมรัตต์ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ และอำเภอโพนทราย ของจังหวัดร้อยเอ็ด

ทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นทุ่งกว้างใหญ่ของภาคอีสาน มีพื้นที่กว้างประมาณ 2 ล้านไร่ และมีอาณาเขตครอบคลุมถึง 5 จังหวัด คือ จังหวัดสุรินทร์ ในเขตอำเภอชุมพลบุรี และอำเภอท่าตูม จังหวัดยโสธรในเขตอำเภอมหาชนะชัย จังหวัดมหาสารคามในเขตอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดบุรีรัมย์ ในเขตอำเภอพุทไธสงและจังหวัดร้อยเอ็ด ในเขตอำเภอปทุมรัตต์ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ และ อำเภอโพนทราย ซึ่งกินเนื้อที่ทุ่งกุลาร้องไห้มากที่สุดประมาณ 3 ใน 5 อาจกล่าวได้ว่า

ทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นที่ราบที่มีอาณาเขตกว้างขวางใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ส่วนพื้นที่ที่ต่อเนื่องกันมากที่สุด กว้างยาวที่สุดนั้น เริ่มตั้งแต่อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคามเรื่อยขึ้นไปทางตะวันออก ส่วนกว้างที่สุดอยู่ในท้องที่อำเภอปทุมรัตต์ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภอโพนทราย มีเนื้อที่ประมาณ 847,000 ไร่ สาเหตุที่ทุ่งกว้างแห่งนี้ได้ชื่อว่าทุ่งกุลาร้องไห้นั้นก็ด้วยมีเรื่องเล่ากันว่า พวกกุลาซึ่งเป็นพวกที่เดินทางค้าขาย ระหว่างเมืองต่าง ๆ ในสมัยโบราณได้ชื่อว่าเป็นนักต่อสู้ คือมีความเข้มแข็ง อดทนเป็นเยี่ยม

แต่เมื่อพวกกุลาเดินทางมาถึงทุ่งนี้ได้รับความทุกข์ยากเป็นอันมากจนถึงกับร้องไห้เพราะ ตลอดทุ่งนี้ไม่มีน้ำหรือต้นไม้ใหญ่เลยฤดูแล้งแผ่นดินก็แห้งแตกเป็นระแหง ปัจจุบันทุ่งกว้างใหญ่นี้ได้รับการพัฒนาจากส่วนราชการ และหน่วยงานต่าง โดยเป็นที่ทำการของศูนย์พัฒนาที่ดินทุ่งกุลาร้องไห้ กรมพัฒนาที่ดิน บางแห่งก็ทำการเกษตรกรรม จนกลายเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน หรือบางแห่งก็ใช้ เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ซึ่งนับแต่จะมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นเรื่อย ๆ ศูนย์พัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ห่างจากที่ว่าการอำเภอสุวรรณภูมิ 6 กิโลเมตร เลยกู่พระโกนาไปเล็กน้อย

ทุ่งกุลา นิยามของความแห้งแล้งกันดาร แผ่นดินแตกระแหง ผู้คนเผชิญกับความยากจนข้นแค้น ต่อมากรมพัฒนาที่ดินได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาสำรวจและพัฒนาที่ดินในปี พ.ศ. 2524 – 2527 พร้อมทั้งสร้างถนน คลองส่งน้ำและอ่างเก็บน้ำ ทำการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรได้ทำกินอย่างทั่วถึง สามารถพลิกฟื้นให้ชุ่มชื้นเขียวชอุ่ม และพบว่าดินทุ่งกุลามีคุณสมบัติเฉพาะ ที่ผลิตข้าวให้หอมเป็นพิเศษโดยไม่มีที่ไหนเหมือน

และในต้นปี พ.ศ. 2530 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ (ตำแหน่ง ผบ.ทบ.ขณะนั้น) ได้น้อมนำกระแสพระราชดำริจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาช่วยเหลือราษฎรภาคอีสานใน “โครงการอีสานเขียว” ทำให้ทุ่งกุลาได้รับการพัฒนาในครั้งนั้นด้วย

เมื่อทุ่งกุลาได้รับการพัฒนาจากภาครัฐ นิยามที่บอกว่าแห้งแล้งกันดารได้เปลี่ยนมาเป็น “ทุ่งกุลาไม่ร้องไห้แล้ว” อีกครั้ง ในยุคมั่งคั่งข้าวหอม เพราะทุ่งกุลาเป็นแหล่งผลิตข้าวที่โลกรู้จักในนาม “ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้” (Khao Hom Mali Thung Kula Rong Hai) ที่สร้างชื่อเสียงและเป็นสินค้าออกที่สำคัญให้กับจังหวัดในเขตทุ่งกุลา คือ จังหวัดร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, สุรินทร์, ยโสธร, และศรีสะเกษ

ข้าวซอย อาหารเหนือ

ข้าวซอย อาหารเหนือ

ข้าวซอย อาหารเหนือ เป็นอาหารชนิดหนึ่ง ซึ่งมีที่มาจากอาหารของชาวมุสลิม โดยชาวจีนฮ่อมุสลิม ซึ่งบางแห่งเรียกชื่อเต็มว่า ข้าวซอยฮ่อ หรือ ข้าวซอยอิสลาม ดังนั้น ข้าวซอยจึงใช้เนื้อไก่และเนื้อวัวเป็นส่วนผสม ต่อมากลายเป็นอาหารเหนือที่ถือเป็นเมนูยอดฮิตอีกหนึ่งอย่าง นอกเหนือไปจากน้ำพริกหนุ่มกับแคปหมู หรือขนมจีนน้ำเงี้ยว ก็ต้องเมนูข้าวซอยอาหารภาคเหนือเมนูนี้เลย
 
ส่วนผสมพริกแกง:
1. เกลือ 1 ช้อนชา
2. เม็ดผักชีคั่ว 1/2 ช้อนโต๊ะ
3. กระเทียมคั่ว 10 กลีบ
4. กระวานดำคั่ว 3 ลูก (แกเอาแต่เม็ด)
5. พริกแห้งเม็ดใหญ่ 7 เม็ด (จี่ไฟให้กรอบ)
6. พริกแห้งเม็ดเล็ก 5 เม็ด (จี่ไฟให้กรอบ)
7. ข่าคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
8. ผิวมะกรูด 1 ลูก
9. ตะไคร้ซอยคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
10. หอมแดงคั่ว 100 กรัม
11. ขมิ้นคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ
12. กระปิ 2 ช้อนโต๊ะ
13. ผงกะหรี่ 1 ช้อนโต๊ะ
 
วัตถุดิบหลัก:
1. หางกะทิ 1,500 กรัม
2. เกลือ 1 ช้อนชา
3. น่องไก่ 1 กิโลกรัม
4. หัวกะทิ 500 กรัม (แบ่งใส่ครึ่งหนึ่ง)
5. น้ำตราลปิ๊บ
6. น้ำปลา
7. ซีอิ้วดำ
8. บะหมี่ไข่เส้นแบน (เส้นข้าวซอย)
9. น้ำมันพืช
10. ต้นหอมซอย
11. ผักชี
 
เครื่องเคียง
1. ผักกาดดอง
2. หอมแดง
3. พริกผัดน้ำมัน
4. มะนาว
 
วิธีทำ
1. เตรียมทำพริกแกง โดยนำเกลือ และเม็ดผักชีชั่วที่เตรียมมาโขลก ในครก จากนั้นใส่ กระเทียมคั่ว, กระวานดำคั่ว, พริกแห้งเม็ดใหญ่, พริกแห้งเม็ดเล็ก และข่าคั่ว จากนั้นโขลก และตำให้เข้ากันอีกครั้ง จากนั้นใส่ ผิวมะกรูด และตะไคร้ซอยคั่ว ตำให้เข้ากันอีกครั้ง โดยตำให้หยาบเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นใส่ ขมิ้นคั่ว, กระปิ และผงกะหรี่ โดยตำให้เข้ากันอีกครั้ง

2. ตั้งกระทะ แล้วใส่วัตถุดิบหลักทั้งหมดที่เตรียมมาลงไป เคี่ยวจนน่องไก่เปื่อยนุ่ม

3. ตั้งกระทะ ใส่หัวกะทิที่เตรียมมาเคี่ยวจนกะทิแตกมัน จากนั้นใส่พริกแกงที่ได้เตรียมมาลงไป ผัดให้มีกลิ่นหอม และแห้ง จากนั้นใส่หัวกะทิส่วนที่เหลือลงไป ผัดอีกครั้ง และเติมหางกะทิเคี่ยวไก่ที่ได้เตรียมมาลงไป (เอาแต่กะทิยังไม่ต้องใส่ไก่ลงไป) เคี้ยวให้เดือด แล้วปรุงรสด้วยน้ำตาลปิ๊บ และน้ำปลา จากนั้นใส่น่องไก่ที่ได้แยกไว้ลงไป แต่งสีด้วยซีอิ๊วดำตามใจชอบ

4. เตรียมเส้นข้าวซอย แยกเส้นไม่ให้ติดกัน ตั้งกระทะ รอน้ำมันร้อน จากนั้นหรี่ไฟระดับกลาง แล้วนำเส้นที่เตรียมมาลงไปทอด พอเส้นเหลืองได้ที่นำมาพักเพื่อสะเด็ดน้ำมัน
 
5. ตั้งน้ำเดือด ใส่น้ำมันพืชลงไป ใส่เส้นข้าวซอย ลวกเส้น จากนั้นนำเส้นมาพักไว้
 
6. จัดจานใส่เส้นที่ลวกไว้ และราดแกงที่ทำเสร็จลงไปจากนั้นโรยต้นหอมซอย และผักชี สุดท้ายโรยเส้นข้าวซอยที่ทอดไว้ 
 
7. ใส่เครื่องเคียงที่เตรียมมาลงไปคลุกให้เข้ากัน ก็พร้อมรับประทาน
 

ข้าวซอย คืออาหารพื้นเมืองทางภาคเหนือของประเทศไทย เดิมเรียกว่า “ก๋วยเตี๋ยวฮ่อ” เป็นอาหารที่คล้ายเส้นบะหมี่ ในน้ำซุปที่ใส่เครื่องแกง รสจัดจ้าน มีเครื่องเคียงได้แก่ ผักกาดดอง หอมหัวแดง และมีเครื่องปรุงรส เช่น พริกผัดน้ำมัน น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาล ในตำรับดั้งเดิมเนื้อที่ใช้เป็นเนื้อไก่หรือเนื้อวัว

แต่ในปัจจุบันร้านอาหารหลายแห่งได้มีการใช้เนื้อหมูแทน บางแห่งอาจเพิ่มอาหารทะเลหรือเต้าหู้เป็นส่วนประกอบ อาหารจานนี้มักไม่ค่อยมีจำหน่ายในร้านอาหารไทยในต่างประเทศ จะพบบ่อยก็แต่ทางภาคเหนือของไทย ส่วนข้าวซอยในลาวเหนือ สิบสองพันนา และเชียงตุงเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ้งคล้ายกับก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่

แกงอ่อม อาหารเหนือ

แกงอ่อม อาหารเหนือ

 

แกงอ่อม อาหารเหนือ นิยมใช้เนื้อน่องลาย – เนื้อสามชั้น เป็นส่วนผสมหลัก บ้างใช้แต่เครื่องใน เรียก แกงอ่อมเนื้อ มีวิธีการแกงเช่นเดียวกับแกงเนื้อสัตว์อื่น ๆ แกงอ่อม ถือเป็นอาหารชั้นดีอย่างหนึ่งของชาวล้านนา นิยมใช้เลี้ยงแขกในเทศกาลงานเลี้ยงต่าง ๆ
 
ส่วนผสมหลัก
1. เกลือ 1/2 ช้อนชา
2. หอมแดง 7 – 8 ลูก
3. รากผักชี 2 ต้น
4. ข่าแก่ 1 ช้อนชา
5. กระเทียม 2 หัวใหญ่
6. พริกแห้ง (เม็ดกลาง) 3 เม็ด
7. พริกแห้ง (เม็ดใหญ่) 9 เม็ด
8. กระปิ 2 ช้อนโต๊ะ
9. มะแขว่น 1 ช้อนชา
10. เม็ดผักชี 1 ช้อนชา
11. ตะไคร้ 2 ต้น
 
เตรียมผักโรย
1. ผักชีใบเลื่อย 3 – 4 ต้น
2. ใบมะกรูด 2 – 3 ใบ
3. ต้นหอม 2 ต้น
4. ผักชี 2 ต้น
 
วิธีทำ
1. นำพริกแห้งแช่น้ำไว้ จะได้โขลกได้ง่าย จากนั้นนำเครื่องปรุงได้แก่ เกลือ, ข่า, รากผักชี, กระเทียม, ตะไคร้, พริกแห้ง, มะแขว่น และเม็ดผักชี นำมาโขลกรวมกัน ใส่กะปิ และหอมแดง โขลกรวมกันอีกครั้ง เป็นอันเสร็จพริกแกงอ่อม
2. เตรียมผักโรย และหั่นเนื้อน่องลาย – เนื้อสามชั้น หนาประมาณ 1 ซม. 
3. ผัดพริกแกงอ่อมกับน้ำมันให้หอม ผัดให้แห้งจากนั้นใส่เนื้อที่เตรียมมาลงไปในกระทะ และผัดให้เข้ากัน ทยอยใส่น้ำขณะผัด จากนั้นปิดฝา ต้มใช้ไฟอ่อน 1/2 ชั่วโมง และใส่เลือดสดที่เตรียมมา และตุ๋นต่อ 30 นาที หรือจนกว่าเนื้อที่เตรียมจะนุ่ม
4. ใส่ผักโรยที่เตรียมมาลงไปผัดให้เข้ากันอีกครั้ง ปรุงรสตามชอบ

อาหารภาคเหนือ
 เป็นอาหารที่น่าสนใจอีกภาคหนึ่ง เมนูค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น แกง น้ำพริก หรือยำ ประเภทของอาหารก็จะคล้ายภาคอื่น แต่อาหารเหนือจะมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์อย่างเด่นชัด เช่นผักบางชนิดก็หาได้ง่ายเฉพาะในภาคเหนือเท่านั้น เพราะภาคเหนือจะเต็มไปด้วยภูเขา จึงมีผัก มีสมุนไพรจากป่าเยอะแยะมากมาย จึงได้พริกแกงที่มีแต่สมุนไพรนานาชนิด ๆ

เมื่อพูดถึงภาคเหนือ คนมักนึกถึงทิวเขา อากาศเย็นสบาย ฝนตกประปราย กับน้ำพริกกลิ่นยั่วยวน จิ้มอาหารแล้วทานคู่ข้าวเหนียว ด้วยอิทธิพลจากวัฒนธรรมล้านนาและไทยอีสาน อาหารเหนือ และอีสาน จึงคล้ายคลึงกันพอประมาณ รสชาติอาหารเหนือไม่ได้เผ็ดแซ่บน้ำตาไหลแบบอีสาน แต่ความจัดจ้านจะมาจากผักและสมุนไพร ทานคู่กับเนื้อแบบต่าง ๆ

 

 

10ที่เที่ยวกาญจนบุรี ไปกี่ทีก็ไม่เบื่อ

เที่ยวกาญจนบุรี ไปกี่ทีก็ไม่เบื่อ กาญจนบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกของประเทศไทย มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 19,473 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ รองจากจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดเชียงใหม่ และมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตก มีระยะทางห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 129 กิโลเมตร มีชายแดนติดต่อกับประเทศพม่าระยะทางประมาณ 370 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ ทิศเหนือ จรดจังหวัดตากและจังหวัดอุทัยธานี ทิศใต้ จรดจังหวัดราชบุรี ทิศตะวันออก จรดจังหวัดสุพรรณบุรีและนครปฐม ทิศตะวันตก จรดประเทศพม่า

กาญจนบุรี จังหวัดที่มีที่เที่ยวเยอะแยะมากมาย เที่ยวได้ทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้อน หน้าฝน หรือหน้าหนาว ก็ชิลได้ไม่มีคำว่า “เบื่อ” แน่นอน อีกทั้งยังเป็น ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ขับรถแป๊ปเดียวถึงอีกด้วย

สะพานข้ามแม่น้ำแคว

1. สะพานข้ามแม่น้ำแคว ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ชาวบ้านมักเรียกว่าทางรถไฟสายมรณะ หรือทางรถไฟสายพม่า ถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาญจนบุรี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ถือเป็นสะพานสำคัญที่สร้างขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายหลังเมื่อปี พ.ศ. 2489 สามารถใช้ได้ดังเดิม ปัจจุบันได้รับการยกย่อง และถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความสันติภาพ 

เมืองมัลลิกา รศ.124

2. เมืองมัลลิกา รศ.124 ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ที่เที่ยวกาญจนบุรีที่จะพานักท่องเที่ยวย้อนเวลากลับไปยังสมัยรัชกาลที่ 5 ภายในมีการจำลองวิถีชีวิตแบบโบราณ และลักษณะความเป็นอยู่ของชาวสยามในอดีต

ถนนปากแพรก

3. ถนนปากแพรก ตำบลบ้านใต้ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี สถานที่ท่องเที่ยวกาญจนบุรีที่เป็นชุมชนเมืองที่เก่าแก่ที่สุด ชาวบ้านเรียกว่า ชุนชนถนนปากแพรก หรือชุมชนบ้านเหนือ ไฮไลท์ของที่นี่คือ อาคารบ้านเรือนที่ยังคงสภาพเดิมไว้ เป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ในรูปแบบตะวันตกผสมแบบตะวันออก สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา

วัดถ้ำเสือ

4. วัดถ้ำเสือ ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่เที่ยวกาญจนบุรีที่เป็นวัดที่มีธรรมชาติโอบล้อม โดยมีสิ่งที่สะดุดสายตานักท่องเที่ยคือ พระพุทธรูปปางประทานพรที่มีขนาดที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดกาญจนบุรี

เขาช้างเผือก

5. เขาช้างเผือก อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี สถานที่ท่องเที่ยวกาญจนบุรี สุดยอดทางเลือกของนักพจญภัย ซึ่งนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่จองยาก ใน 1 ปี จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น และจำกัดจำนวนคนขึ้นในแต่ละครั้งวันละไม่เกิน 60 คนเพื่อความปลอดภัย และเพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ

ปิล๊อก บ้านอีต่อง-เหมืองปิล๊อก

6. ปิล๊อก บ้านอีต่อง-เหมืองปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่เที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี เมืองหมอก และสายฝน อยู่ติดกับชายแดนไทย-พม่า อดีตเคยเป็นเหมืองที่เคยรุ่งเรือง

อำเภอสังขละบุรี

7. อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ที่เที่ยวกาญจนบุรี เมืองชายแดนที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ ขุนเขาที่เขียวขจี และแม่น้ำซองกาเลียที่ไหลผ่านมาจากประเทศพม่า

น้ำตกเอราวัณ

8. น้ำตกเอราวัณ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ที่เที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยว เป็นน้ำตกชื่อดังที่มีสีเขียวมรกต เป็นน้ำตกขนาดใหญ่มีทั้งหมด 7 ชั้น

ไร่กาลเวลา

9. ไร่กาลเวลา ตำบลท่าม่วง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่เที่ยวกาญจนบุรี เป็นฟาร์มเกษตรที่ยึดหลักทฤษฎีการเกษตรแบบผสมผสานตามรอยรัชกาลที่ 9 ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง

อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์

10. อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี สถานที่ท่องเที่ยวกาญจนบุรี โบราณสถานที่คู่เมืองกาญจนบุรีมาอย่างยาวนาน แวดล้อมด้วยทิวเขาเป็นแนวยาวโดยรอบ ลักษณะผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กำแพงเมืองก่อสร้างด้วยศิลาแลง

วัดหินกอง ราชบุรี

วัดหินกอง เที่ยวราชบุรี เดินขึ้นยอดเขาชมทัศนียภาพที่สวยงาม พาเพลินชมธรรมชาติภูเขา ท้องทุ่งนา พร้อมแวะ “ตลาดริมดอย ณ ม่อนหินกอง” และยังเชื่อมต่อกับแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียงของราชบุรีได้อีกหลายแห่ง เช่น ตลาดไท-ยวน วัดนาหนอง กาดวิถีชุมชนคูบัว ลักษณะเหมือนกับมาวันเดียวแต่เที่ยวสนุกสนานเพลิดเพลินได้หลายแห่งอีกด้วย

ด้วยทัศนียภาพบริเวณโดยรอบของวัดหินกอง ตั้งอยู่บนเดินเขาหิน หมู่ที่ 1 ต.หินกอง อ.เมือง จ.ราชบุรี ที่กำลังเปิดใหม่ “ตลาดริมดอย ณ ม่อนหินกอง”บอกถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมของคนในชุมชน เมื่อเดินขึ้นบันไดไปบนยอดเขาก็จะพบกับต้นไม้น้อยใหญ่ที่ดูร่มรื่น มองออกไปด้านนอกจะพบกับทัศนียภาพภูเขาสลับซับซอนเรียงดูเป็นศิลปะอยู่เบื้องหน้า และท้องทุ่งนาเขียวขจีในระหว่างช่วงหน้าฝน ยืนอยู่บนยอดเขาสามารถมองได้ทุกทิศทางในระยะ 360 องศา เห็นทุ่งเลี้ยงวัว สระน้ำที่อุดมสมบูรณ์กับธรรมชาติที่สวยงาม

มีบ้านเรือนประชาชนกระจายอยู่เป็นชุมชนโดยรอบ ที่สำคัญพื้นที่ด้านบนยังมีหลวงปู่ทวดสลักด้วยหินประดิษฐาน อีกทั้งยังมีรอยพระพุทธบาทคงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพนับถืออยู่บริเวณยอดเขาด้วย บางจุดอยู่ระหว่างปรับปรุงพัฒนาให้เกิดความสวยงาม มีการตกแต่งประดับสถานที่ไว้เป็นจุดถ่ายภาพ ใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่นอย่างโอ่งมังกร ที่นำมาวางเรียงเป็นกำแพงยาวปลูกต้นคุณนายตื่นสายออกดอกสีเหลือง ชมพู ดูสีสันสวยงาม ทั้งตุ๊กตา เครื่องจักสานเป็นที่นั่งอย่างเก๋ไก๋ตามแนวคิดไว้ถ่ายภาพ และยังใช้ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านมาสอดแทรกวิถีชีวิตของคนในชุมชน โดยคำว่า “ม่อน” เป็นภาษาถิ่นภาคเหนือ หมายถึง ภูเขา หรือเนินเขา ที่มีขนาดไม่สูงใหญ่มากนัก หากเป็นภูเขาขนาดสูงใหญ่มักจะใช้คำว่า “ดอย”

ตลาดริมดอย ณ ม่อนหินกอง มีสินค้าในชุมชนที่นำมาจำหน่าย ชาวบ้านปลูกเอง ผลิตเอง นำออกมาขายกว่า 100 ร้านค้า หลังปลดล็อกแล้วชาวบ้านสามารถประกอบอาชีพได้ จึงเริ่มเปิดตลาดแห่งนี้ขึ้นเป็นวันแรก จะมีกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรม แบ่งเป็น 3 โซน มีโซนนักเรียน นักศึกษา มาเล่นดนตรีไทย โซนผู้สูงอายุมีการแสดงวัฒนธรรมแต่ละชาติพันธุ์

บนม่อนหินกองแล้วจะได้มองเห็นวิว 360 องศา เห็นวัดเขาวัง วัดหนองหอย ทัศนียภาพบริเวณเขาแก่นจันทน์ มองได้ทั่วราชบุรี ได้รับความเมตตาจากผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัดมาดูแลบริหารจัดการพื้นที่นี้ ร่วมกับพัฒนาชุมชน ท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยดูแล สำหรับการตกแต่งสถานที่จะมีสไตล์ไปทางภาคเหนือ เพราะใช้ชื่อ ตลาดริมดอย ณ ม่อนหินกองแล้ว เมื่อนักท่องเที่ยวลงจากรถจะรู้สึกว่าได้เดินทางมาถึงพื้นที่ภาคเหนือแล้ว มีชาวบ้านในพื้นที่เข้ามาช่วยกันทั้งช่วยปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ให้มีความสวยงาม

ภายใน “ตลาดริมดอย ณ ม่อนหินกอง ” จะมีเส้นทางเดินลัดเลาะไปตามริมเขา ทั้งด้านข้าง ขึ้นไปด้านบน แล้วลงไปด้านล่าง ถูกตกแต่งประดับประดาไปด้วยร่มหลากสีสัน มีอ่างบัว กระถางต้นไม้ดอกกำลังเบ่งบานสะพรั่งรับแสงอาทิตย์ เมื่อเดินเข้าไปก็จะมีร้านค้าของชาวบ้านนำผลผลิตทางการเกษตรในท้องถิ่นมาวางขาย ทั้งผัก ผลไม้ ปลอดสาร อาหารแปรรูปพื้นบ้าน ขนมหวาน อาหารโบราณ ผ้าทอมือ และผลิตภัณฑ์ของดีในชุมชน

ขับกล่อมด้วยเสียงดนตรีของนักเรียนมาบรรเลงสร้างความสุขในวันพักผ่อน หลายคนพาครอบครัวมาเที่ยวชิม ชม เลือกซื้อสินค้า กับการเปิดแหล่งที่เที่ยวแห่งใหม่ที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ และยังเชื่อมต่อกับแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียงของราชบุรีได้อีกหลายแห่ง เช่น ตลาดไท- ยวน วัดนาหนอง กาดวิถีชุมชนคูบัว ที่วัดโขลงสุวรรณคีรี อ.เมือง ลักษณะเหมือนกับมาวันเดียวแต่เที่ยวสนุกสนานเพลิดเพลินได้หลายแห่งอีกด้วย